รีวิว Dororo (2007)

Dororo (2007) ดาบล่าพญามาร โดโรโระ

หนังประเทศ: ญี่ปุ่น

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่ออังกฤษ: Dororo
  • ชื่อญี่ปุ่น: どろろ
  • ชื่อไทย: ดาบล่าพญามาร โดโรโระ
  • ปีที่ฉาย: 2007
  • แนว: แฟนตาซี / แอ็กชัน / ผจญภัย / ดราม่า
  • ผู้กำกับ: Akihiko Shiota
  • เขียนบท: Akihiko Shiota, Masa Nakamura
  • สร้างจาก: มังงะของ Osamu Tezuka
  • นักแสดงนำ: Satoshi Tsumabuki, Kou Shibasaki, Kiichi Nakai
  • ความยาว: 139 นาที
  • เรตติ้ง: PG-13
  • จุดเด่น: การดัดแปลงมังงะระดับตำนานของ Osamu Tezuka ที่ผสมแฟนตาซี ซามูไร และดราม่าการค้นหาตัวตนเข้าด้วยกันอย่างเข้มข้น

ข้อมูลเบื้องต้น

Dororo เป็นภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันที่สร้างจากมังงะชื่อดังของ Osamu Tezuka เจ้าของฉายา “เทพเจ้าแห่งมังงะ” เรื่องราวเต็มไปด้วยบรรยากาศแฟนตาซียุคซามูไร ปีศาจ และการเดินทางเพื่อทวงคืนร่างกายที่ถูกพรากไปตั้งแต่กำเนิด

หนังเวอร์ชันปี 2007 นำเสนอโลกที่มืดหม่นและเต็มไปด้วยสงคราม ความโลภ และคำสาปเหนือธรรมชาติ พร้อมผสมงานสร้างขนาดใหญ่ ฉากแอ็กชัน และประเด็นเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน แม้จะมีความแตกต่างจากต้นฉบับมังงะอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงหัวใจสำคัญของเรื่องไว้อย่างชัดเจน

สิ่งที่ทำให้ Dororo น่าสนใจคือการเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่ “ไม่สมบูรณ์” ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ตัวหนังจึงไม่ได้เป็นเพียงหนังผจญภัยล่าปีศาจ แต่ยังเป็นเรื่องของการค้นหาตัวตน ความหมายของชีวิต และราคาที่ต้องจ่ายเพื่ออำนาจ

เรื่องย่อ

ในยุคสงครามอันวุ่นวาย Kagemitsu Daigo เจ้าแคว้นผู้ทะเยอทะยาน ทำสัญญากับปีศาจ 48 ตนเพื่อแลกกับอำนาจและความรุ่งเรืองของดินแดน โดยยอมมอบอวัยวะของลูกชายที่ยังไม่เกิดให้แก่เหล่าปีศาจ

เมื่อเด็กชายถือกำเนิด เขากลับไม่มีแขน ขา ดวงตา ผิวหนัง และอวัยวะหลายส่วน ราวกับเป็นร่างไร้วิญญาณ ทารกถูกทอดทิ้งลงแม่น้ำ แต่ได้รับการช่วยเหลือจากหมอผู้เชี่ยวชาญด้านอวัยวะเทียม เขาจึงเติบโตขึ้นในชื่อ Hyakkimaru พร้อมร่างกายเทียมและดาบซ่อนในแขน

หลายปีต่อมา Hyakkimaru ออกเดินทางเพื่อตามล่าปีศาจทั้ง 48 ตน เพราะทุกครั้งที่สังหารปีศาจได้ เขาจะได้อวัยวะส่วนหนึ่งของตัวเองกลับคืน ระหว่างทาง เขาได้พบกับ Dororo เด็กขโมยจอมกวนที่เข้ามาร่วมเดินทางด้วย จนเกิดเป็นมิตรภาพท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย

บทความรีวิว

Dororo เป็นหนังแฟนตาซีซามูไรที่มีทั้งความบันเทิงและความเศร้าปะปนกัน หนังเต็มไปด้วยโลกอันมืดหม่นที่ผู้คนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากสงคราม ความอดอยาก และอสูรร้าย ขณะเดียวกันก็เล่าเรื่องการเดินทางของชายผู้พยายามทวงคืนความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

Satoshi Tsumabuki ถ่ายทอดบท Hyakkimaru ได้อย่างน่าประทับใจ ตัวละครนี้แทบไม่เข้าใจอารมณ์หรือการใช้ชีวิตแบบมนุษย์ เพราะเติบโตมาโดยไร้อวัยวะและความรู้สึกหลายอย่าง เขาจึงดูเงียบ เย็นชา และโดดเดี่ยว แต่ค่อย ๆ เรียนรู้ความหมายของความรัก ความเจ็บปวด และความผูกพันระหว่างการเดินทาง

Kou Shibasaki ในบท Dororo เติมพลังและชีวิตชีวาให้หนังอย่างมาก ตัวละครนี้ทั้งกวน กล้าหาญ และมีเสน่ห์ ทำหน้าที่สร้างสมดุลให้กับบรรยากาศอันหนักหม่นของเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง Dororo กับ Hyakkimaru จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังมีอารมณ์ร่วม

หนังมีฉากต่อสู้กับปีศาจหลายรูปแบบ ตั้งแต่อสูรยักษ์ไปจนถึงปีศาจเหนือธรรมชาติ แม้ CGI บางส่วนจะสะท้อนยุคสมัยของหนัง แต่หลายฉากยังคงเต็มไปด้วยจินตนาการและความอลังการแบบหนังแฟนตาซีญี่ปุ่นยุค 2000

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งที่แท้จริงของ Dororo ไม่ใช่ฉากแอ็กชัน แต่คือประเด็นเกี่ยวกับ “ความสมบูรณ์ของมนุษย์” หนังตั้งคำถามว่าหากคนเรามีร่างกายครบถ้วนแต่ไร้หัวใจ กับคนที่พิการแต่ยังมีจิตวิญญาณ ใครกันแน่ที่เป็นมนุษย์มากกว่า

ตัวละครสำคัญ

Hyakkimaru เป็นนักดาบผู้สูญเสียอวัยวะให้ปีศาจตั้งแต่เกิด และออกเดินทางเพื่อล่าปีศาจเอาร่างกายคืน Dororo เป็นเด็กกำพร้าจอมโจรที่ร่วมเดินทางกับเขา Kagemitsu Daigo เป็นพ่อของ Hyakkimaru ผู้ยอมเสียสละลูกเพื่ออำนาจและความรุ่งเรืองของแคว้น Nui เป็นแม่ของ Hyakkimaru ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความเศร้า

สปอยล์เนื้อเรื่องสำคัญ

Hyakkimaru ค่อย ๆ ได้อวัยวะของตัวเองกลับคืนหลังสังหารปีศาจทีละตน แต่ยิ่งเขากลับมาเป็นมนุษย์มากขึ้น โลกกลับยิ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เพราะการตายของปีศาจทำให้อำนาจและความรุ่งเรืองของแคว้น Daigo เริ่มพังทลาย

ภายหลัง Hyakkimaru ค้นพบว่าพ่อแท้ ๆ ของเขาคือ Kagemitsu ผู้ที่ยอมมอบร่างกายของลูกให้ปีศาจเพื่อแลกกับความสำเร็จ เขาจึงต้องเผชิญหน้ากับคำถามสำคัญว่า การเอาร่างกายตัวเองกลับคืนคุ้มค่ากับความทุกข์ของผู้คนหรือไม่

ในตอนท้าย Hyakkimaru ต่อสู้กับปีศาจตนสุดท้ายและเผชิญหน้ากับพ่อของตัวเอง เขาเลือกเดินหน้าตามเส้นทางของตน แม้จะต้องแลกกับความสูญเสีย ขณะที่ Dororo ยังคงอยู่เคียงข้าง เป็นตอนจบที่สะท้อนทั้งความหวังและความเศร้าในเวลาเดียวกัน

ธีมและประเด็นของภาพยนตร์

หนังพูดถึงความเป็นมนุษย์และคุณค่าของชีวิต Hyakkimaru ต้องเรียนรู้ว่า “การมีร่างกายครบถ้วน” ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขเสมอไป เพราะเมื่อเขาเริ่มรู้สึกได้ เขาก็เริ่มเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ

อีกประเด็นสำคัญคือความโลภและอำนาจ Kagemitsu ยอมเสียสละลูกของตัวเองเพื่อสร้างบ้านเมืองให้รุ่งเรือง หนังจึงตั้งคำถามว่า ความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นบนความทุกข์ของผู้อื่นสามารถเรียกว่า “ความยุติธรรม” ได้หรือไม่

หนังยังพูดถึงครอบครัว มิตรภาพ และการยอมรับตัวเอง Dororo กับ Hyakkimaru ต่างเป็นคนที่สูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิต แต่การเดินทางร่วมกันทำให้ทั้งสองค้นพบคุณค่าของการมีใครสักคนอยู่เคียงข้าง

การวิเคราะห์เชิงลึก

Dororo ใช้แฟนตาซีและปีศาจเป็นสัญลักษณ์ของความโลภในมนุษย์ ปีศาจทั้ง 48 ตนไม่ได้เป็นเพียงอสูรร้าย แต่คือผลลัพธ์ของความทะเยอทะยานและการเสียสละศีลธรรมเพื่ออำนาจ

Hyakkimaru เป็นตัวแทนของคนที่พยายามค้นหาตัวตนของตัวเอง เขาเกิดมาโดยไม่มีแม้แต่ใบหน้า เสียง หรือความรู้สึก ทำให้การเดินทางของเขาไม่ใช่แค่การต่อสู้กับปีศาจภายนอก แต่เป็นการค้นหาว่าตัวเองคือใคร

Dororo เองก็เป็นตัวละครสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เพราะเธอเป็นเหมือนตัวแทนของชีวิตและความหวัง แม้จะเติบโตในโลกอันโหดร้าย แต่ยังคงมีพลังและหัวใจที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยเติมเต็มด้านมนุษย์ให้ Hyakkimaru

หนังยังสะท้อนแนวคิดแบบญี่ปุ่นเกี่ยวกับกรรม การเสียสละ และผลของการกระทำ ทุกสิ่งที่ตัวละครเลือกทำล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย ไม่มีใครสามารถได้ทุกอย่างโดยไม่สูญเสียอะไรเลย

องค์ประกอบภาพและงานสร้าง

หนังใช้บรรยากาศยุคซามูไรที่เต็มไปด้วยหมอก ควันไฟ และหมู่บ้านอันยากจน เพื่อสร้างโลกที่ดูสิ้นหวังและเต็มไปด้วยสงคราม งานออกแบบปีศาจมีความแปลกประหลาดและได้รับอิทธิพลจากนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น

ฉากแอ็กชันใช้การต่อสู้ด้วยดาบผสมกับแฟนตาซีเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะแขนดาบของ Hyakkimaru ที่กลายเป็นภาพจำสำคัญของเรื่อง

ดนตรีประกอบช่วยเพิ่มบรรยากาศเศร้าหม่นและความรู้สึกโดดเดี่ยวของตัวละคร ทำให้หนังมีอารมณ์คล้ายมหากาพย์แฟนตาซีที่เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม

เบื้องหลังการสร้าง

Dororo สร้างจากมังงะชื่อดังของ Osamu Tezuka ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1967 และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานคลาสสิกของวงการมังงะญี่ปุ่น

ทีมสร้างพยายามขยายโลกและเพิ่มความสมจริงให้กับเวอร์ชันภาพยนตร์ ทั้งการออกแบบฉาก เสื้อผ้า และงานเทคนิคพิเศษ เพื่อให้หนังมีขนาดใหญ่ระดับมหากาพย์

การแสดงของ Kou Shibasaki ได้รับคำชมอย่างมาก เพราะช่วยทำให้หนังมีพลังและอารมณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ขณะที่ Satoshi Tsumabuki ก็ถ่ายทอดความโดดเดี่ยวของ Hyakkimaru ได้อย่างน่าจดจำ

ความสำเร็จของภาพยนตร์

Dororo ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในญี่ปุ่นและได้รับความสนใจจากแฟนมังงะทั่วโลก แม้จะมีเสียงวิจารณ์ผสมกันเกี่ยวกับการดัดแปลงจากต้นฉบับ แต่หลายคนชื่นชมความทะเยอทะยานของหนังและบรรยากาศแฟนตาซีอันเป็นเอกลักษณ์

หลังจากนั้น เรื่อง Dororo ยังถูกนำกลับมาสร้างเป็นอนิเมะเวอร์ชันใหม่ในปี 2019 ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาสนใจต้นฉบับและภาพยนตร์เวอร์ชันนี้อีกครั้ง

ตัวอย่างภาพยนตร์

Author: coconus

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *